ฟุตบอลโลก 2026 สร้างความสนุกสนานตื่นเต้นให้กับคอบอลทั่วทั้งโลก มาตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย. และมาจนถึงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ นกหวีดสุดท้ายก็ดังขึ้นแล้ว พร้อมบทสรุปอย่างการที่ สเปน ครองแชมป์โลก สมัยที่ 2
กระทิงดุ มุ่งเข้าเส้นชัยด้วยการเบียดชนะ อาร์เจนติน่า แชมป์เก่า ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-0 ภายหลัง 90 นาทีจบแบบไร้สกอร์ 0-0 สำหรับนัดชิงชนะเลิศที่ นิวยอร์ค นิวเจอร์ซี่ย์, สหรัฐอเมริกา
แต่แม้จะออกสกอร์ 1-0 รูปเกมก็เป็น สเปน ที่เหนือกว่าในทุกมิติ โดยเฉพาะการจบสกอร์ที่ สเปน มีมากถึง 20 ครั้ง ส่วน อาร์เจนติน่า มีเพียง 2 หนซึ่งเกิดขึ้นตอนท้ายแล้วของการเล่น 120 นาที
โอกาสนี้ ไปย้อนดูกันถึงเส้นทางความสำเร็จของ กระทิงดุ ตั้งแต่เกมแรก จนถึงวินาทีเข้าเส้นชัย…
นัดแรก รอบแบ่งกลุ่ม
สเปน 0-0 เคปเวิร์ด
การเริ่มต้น ฟุตบอลโลก 2026 ของทัพกระทิงดุ ในวันที่ 15 มิ.ย. เกิดขึ้นอย่างน่าหงุดหงิด เมื่อจากโอกาสจบทั้งหมด 27 ครั้ง ส่วนหนึ่งวืดวาดไม่ตรงกรอบ อีกส่วนไม่ผ่านมือ โวซินญ่า นายประตูสูงอายุของ เคปเวิร์ด ที่มาแจ้งเกิดใน ฟุตบอลโลก ครั้งนี้อย่างเซอร์ไพรส์
เกมจบที่ 0-0 อย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่ก่อนเกม ไม่ว่าสำนักไหนต่างก็ยกว่า สเปน น่าเป็นฝ่ายชนะสัก 4-0 หรือ 5-0 ขั้นต่ำๆ
นัดที่ 2 รอบแบ่งกลุ่ม
สเปน 4-0 ซาอุดีอาระเบีย
แต่หลังจากการเริ่มต้นที่ผิดฟอร์ม สเปน ก็กลับมาแล่นฉิวด้วยความร้อนแรงได้ในเพียงนัดที่ 2 กับตัวแทนเอเชียอย่าง ซาอุดีอาระเบีย ที่มาบอลโลกครั้งนี้แบบโบ้ๆ เบ้ๆ แม้นัดแรกจะมีแต้มจากการเสมอ อุรุกวัย 1-1 ก็ตาม
ลามีน ยามาล เปิดสกอร์นำ 1-0 ต้งแต่ 10 นาทีแรก จากนั้นไหลพรวดด้วย 2 ตุงของ มิเกล โอยาร์ซาบัล และปิดท้าย ฮัสซัน อัล-ทัมบัคติ ยิงประตูตัวเอง
นัดที่ 3 รอบแบ่งกลุ่ม
สเปน 1-0 อุรุกวัย
หลังจาก 2 นัดมี 4 แต้ม แม้โอกาสเข้ารอบจะสดใส แต่ สเปน ก็ยังต้องการชัยชนะในเกมสุดท้าย เพื่อเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มเอช
อเล็กซ์ บาเอน่า คลำเป้าเจอในช่วงท้ายครึ่ง น.42 แล้วครึ่งหลัง สเปน จัดการกับเกมของ อุรุกวัย แบบไม่ยากเกินมือ จบที่ชัยชนะ 1-0 ยึดแชมป์กลุ่มได้ตามเป้า
รอบ 32 ทีมสุดท้าย
สเปน 3-0 ออสเตรีย
ง่ายกว่าที่หลายฝ่ายคิด กับการเจอทีมร่วมทวีปยุโรปอย่าง ออสเตรีย ที่ปรากฏว่า สเปน ยำใหญ่ใส่สารพัดอย่างทางสะดวก เรียกว่าสู้กันไม่ได้ ก็ใช้ได้เช่นกัน
1-0 มาในนาทีที่ 36 จาก มิเกล โอยาร์ซาบัล ตามด้วยกลางครึ่งหลัง เปโดร ปอร์โร่ บวก 2-0 น.66 และปิดท้ายอีกเม็ดจาก โอยาร์ซาบัล เจ้าเก่า น.89 ปิดเกมไปที่ 3-0
รอบ 16 ทีมสุดท้าย
สเปน 1-0 โปรตุเกส
หนึ่งในเกมที่ยากที่สุดของ สเปน ใน ฟุตบอลโลก ครั้งนี้ คือการพบกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และผองเพื่อน
เกมเป็นไปอย่างคู่คี่สูสี อูไน ซิมอน ต้องเซฟช่วย สเปน เอาไว้อยู่ 3-4 หน และสุดท้าย วินาทีตัดสินเกิดขึ้นตอน 90+1 จากสำรองซูเปอร์ซับ มิเกล เมริโน่ ทะลุเดี่ยวเข้าไปจากลูกแทงสุดเฉียบของ เฟร์ราน ตอร์เรส งานนี้ เมริโน่ ตวัดยิงยัดเสาแรกเข้าไปไม่มีพลาด นำชัยให้ สเปน เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย
รอบก่อนรองชนะเลิศ
สเปน 2-1 เบลเยียม
ตอนจบออกคล้ายกับรอบที่แล้ว ที่ มิเกล เมริโน่ ลงมาเป็นซูเปอร์ซับและซูเปอร์ไซย่าและซูเปอร์ฮีโร่ อีกครั้ง
เบลเยียม มาดีกว่าที่คาดเล็กน้อย กับการได้ประตูตีเสมอ 1-1 จาก ชาร์ลส์ เดอ คาตาลาเร่อ สลัดหนีตัวประกบแล้วโขกตีเจ๊า น.41 หลังจาก สเปน นำหน้าก่อนจาก ฟาเบียน รุยซ์
ท้ายเกมนาที 88 เซนเน่อ ลัมเมนส์ ลงสำรองไปทำพลาดมหันต์ จังหวะดันขึ้นส่องไกลของ เปา กูบาร์ซี่ ลูกพุ่งแรงเข้าหากรอบ ลัมเมนส์ เซฟไว้แต่บอลกระฉอกมาด้านหน้า มิเกล เมริโน่ ปราดเข้าซัดตุงตาข่ายไม่เหลือ สเปน ชนะ 2-1
รอบรองชนะเลิศ
สเปน 2-0 ฝรั่งเศส
นี่คืออีกหนึ่งเกมที่น่าเหลือเชื่อ ในแง่ที่ว่า สเปน จะแข็งแกร่งได้ถึงขั้นนี้
ก่อนเกม แทบทุกฝ่ายยกให้ ฝรั่งเศส มีภาษีดีกว่า ในฐานะตัวเก็งเต็งหนึ่ง ของการครองแชมป์โลก
แต่ปรากฏว่าแผงรุกสุดอันตรายของทัพตราไก่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้, ไมเคิ่ล โอลิเซ่, อุสมัน เดมเบเล่ ไม่อาจแผลงฤทธิ์ได้เลยเมื่อต้องชนกับแนวรับและการจัดการเกมของ สเปน
นาที 20 สเปน ได้จุดโทษและ มิเกล โอยาร์ซาบัล สังหารไม่พลาด ก่อนที่ครึ่งหลัง นาที 58 ดานี่ โอลโม่ ทำชิ่งให้ เปโดร ปอร์โร่ ทะลุเดี่ยวจี้เข้าหาประตู แล้วกดผ่าน ไมค์ เมนญอง เข้าไปอย่างคมกริบ
สเปน เช็คบิล ฝรั่งเศส 2-0 อันเป็นสกอร์ที่ใครก็ไม่คาดคิดมาก่อน
นัดชิงชนะเลิศ
สเปน 0-0 อาร์เจนติน่า, ต่อเวลา สเปน ชนะ 1-0
มาถึงนัดชิงชนะเลิศ 19 ก.ค. สเปน ยังคงมาเหนือ แบบที่ทั้ง อาร์เจนติน่า และแฟนบอลทั่วโลกต่างก็ตกตะลึง
เกมแพลนของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ บีบให้ อาร์เจนติน่า ตกเป็นรองแบบสุดกู่ ทีมฟ้าขาวทำอะไรไม่ได้นอกจากถอยร่นไปตั้งรับและเตะแบบติดดาบ เล่นดุแบบบอลอเมริกาใต้ เมื่อความพยายามที่จะบุกในบางครั้ง โดนตัดบอลกลับไปอยู่ฝั่ง สเปน ทุกครั้ง จนตลอด 90 นาที อาร์เจนติน่า ไม่มีโอกาสยิงตรงกรอบแม้แต่หนเดียว
ตรงกันข้าม เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ต้องเซฟถึง 11 รอบ ปัดป้องการส่องจากทั้ง ลามีน ยามาล, มิเกล โอยาร์ซาบัล, อเล็กซ์ บาเอน่า และคนอื่นๆ อีกสารพัด
ท้ายเกม เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ยังมอบความได้เปรียบให้กับ สเปน ด้วยการโดน 2 เหลือง 1 แดงจังหวะเข้าอัดหนักใส่ เปา กูบาร์ซี่ จน อาร์เจนติน่า ต้องเล่น 10 คนตลอดช่วงต่อเวลาพิเศษ 60 นาที
ครึ่งหลังของการต่อเวลา นาที 106 สเปน ก็มาจนได้กับ 1-0 เปโดร ปอร์โร่ โยนจากขวาเข้ากลาง นิโก้ วิลเลี่ยมส์ โขกย้อนมาถึง เฟร์ราน ตอร์เรส ใส่เต็มข้อล่อเต็มแข้ง ลูกกระแทกตาข่ายสุดสะใจ สเปน ปลดล็อก 1-0 และตรึงสกอร์ไว้จนสิ้นเสียงนกหวีด
สเปน ครองแชมป์โลกสมัย 2 ถัดจากปี 2010 และภายใต้การทำทีมของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ ยอดโค้ชขรัวเฒ่าวัย 65 พบว่าพวกเขา ไม่แพ้ใครในเกม 90 นาที มาอย่างยาวนานเป็นสถิติใหม่ถึง 38 นัดติดต่อกันแล้ว
ติดตามข่าวสารฟุตบอลโลก FIFA World Cup 2026 แบบไม่มีตกเทรนด์ ได้ทุกวัน ที่นี่ Powered by 12BET
